ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเปลี่ยนการเดินทางจากการท่องเที่ยวด้วยการขับรถและแบกเป้ไปไหนมาไหนคนเดียว มาเป็นการเดินทางแนวอาสา จนถึงค่ายอาสาครั้งนี้ (ธ.ค. 2019) ก็เป็นเวลาราว ๆ ปีครึ่งแล้ว มันเป็นเวลาที่รู้สึกรวดเร็วอย่างบอกไม่ถูก ไปค่ายอาสาทุกเดือน บางเดือนก็ติด ๆ กันทุกสัปดาห์ เดิมทีนั้นผมเองเป็นคนชอบเที่ยวและเดินทางไปไหนมาไหนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว … จนถึงช่วงหนึ่งที่ชีวิตประสบปัญหาสุดคลาสสิคในชีวิตครบรอบด้าน ทั้งเรื่องเงิน เรื่องสุขภาพ … และโดนตอกย้ำด้วยเรื่องความรัก ที่มันทำหน้าที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่พอขาดสะบั้นลง จิตใจผมก็ไม่พร้อมที่จะแข็งแกร่งและทนรับเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวได้อีกต่อไป … จนโรคซึมเศร้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแทนทุกสิ่งที่เสียไป และอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบขาดกันไม่ได้ไปร่วมสองปี … ซึ่งเป็นสองปีที่ทรมานที่สุดในชีวิต เป็นช่วงที่ผมใช้ชีวิตที่มีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ … น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง บางเดือนลงไปถึงสิบกิโล แต่บางเดือนกลับกระโดดขึ้นไปอีกเกือบยี่สิบกิโล

ใช่ครับ!! ผมป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและเป็นขั้นรุนแรงระดับที่พยายามจะฆ่าตัวตาย!!

แล้วโรคซึมเศร้ามันเกี่ยวอะไรด้วยกับค่ายอาสาและยาแผนปัจจุบัน … ?? มันก็ไม่เกี่ยวสำหรับทุกคน แต่กรณีของผมนั้นมันส่งผลดีทางตรงอย่างเห็นได้ชัดเจน ในการช่วยเยียวยารักษาโรคซึมเศร้าจนแทบจะหายสนิท … ในขณะที่ยาแผนปัจจุบันที่รับประทานมาเกือบสองปี กลับไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย … มันช่วยอย่างไรบ้างไว้ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังในบันทึกการเดินทางครั้งนี้ครับ

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

กลับมาเรื่องค่ายอาสากันต่อ … การเดินทางไปค่ายอาสาครั้งนี้ผมได้ร่วมเดินทางกับกลุ่ม “น้ำใจจิตอาสา” หลังจากที่ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรม “ใจสัมพันธ์ปันให้น้องปี 2 กันเมื่อปี 2018 ไปแล้ว หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นักอาสาจากโครงการเดิมเมื่อครั้งที่แล้วเกือบครึ่งหนึ่งก็เดินทางมารวมตัวกันอีกครั้ง ในครั้งที่ 3 นี้มีชื่อโครงการว่า “แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย” ซึ่งพวกเราชาวอาสาทั้งหมดรวมแล้ว 40 ชีวิตกว่า ๆ จะเดินทางไปติดตั้งโซล่าเซลล์ เล่นกิจกรรมงานวัดกับเด็ก ๆ สร้างเครื่องเล่นและทาสีเครื่องเล่น … ที่โรงเรียนบ้านโข้ะทะ จังหวัดตาก

เริ่มเดินทาง

พวกเรานัดรวมตัวกันวันที่ 5 ธันวาคม 2019 ใน ปั๊ม ปตท. สนามเป้ากันเช่นเคย หลังจากที่รวมตัวกันเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว แต่กลับมาวันนี้ยังรู้สึกถึงความผูกพันจากค่ายอาสาเมื่อปีที่แล้วอยู่เลยเหมือนเพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน …

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

เราเริ่มเดินทางด้วยรถตู้จาก ปตท. สนามเป้าเวลาสองทุ่มกว่า ๆ โดยมีเป้าหมายแรกที่ “วัดพาณิชย์นิรมล อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก” ด้วยระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ระยะทางที่ไกลมาก แต่รอบนี้จะต้องเจอกับโค้งมหาโหดทั้งหมด 1,219 โค้ง ใครที่เมารถ แนะนำให้กินยาแก้เมาก่อนรถออกสักหนึ่งชั่วโมง และถ้านั่งรถตู้ให้พยายามหลีกเลี่ยงเบาะแถวหลังจะดีที่สุด … ไม่งั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่กินเข้าไป จะกองออกมารวมกันตั้งแต่โค้งแรกที่เจอ

ผมหลับแทนจะทันทีที่รถออกจากต้นทาง … และรู้สึกตัวทุกครั้งที่รถจอดพักตามจุดต่าง ๆ ไม่รู้ว่าหิวอะไรนักหนา พอรถจอดก็ต้องวิ่งเข้าเซเว่น หาสารอาหารรองท้อง … รองไปรองมา ประมาณครั้งที่สาม … “กรดไหลย้อน” ทรมานตัวเองไปอีก .. แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนรถได้อย่างปลอดภัย เรามาถึงที่นี่ประมาณ 7 โมงเช้า โดยเวลาทั้งหมดประมาณ 11 ชั่วโมงกว่า ๆ สำหรับบางคนน่าจะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนาน ส่วนผมนั้นชิล ๆ เพราะกินและนอนตลอดทาง ผ่านไปกี่โค้งก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าโดนลักหลับก็คงโดนไปหลายรอบเหมือนกัน

เราพักร่าง ยืดเส้นยืนสาย ทานอาหารเช้ากันที่นี่พักนึงครับ แล้วก็เดินทางต่อด้วยรถกระบะที่ทางทีมงานเตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งจากจุดนี้จะใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่า ๆ ไปถึงที่น้ำตกทีลอซู .. พวกเราจะแวะชมนกชมไว้ ชมความงามของน้ำตกทีลอซูกันก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อไปที่โรงเรียนบ้านโข้ะทะ

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

น้ำตกทีลอซู

จากน้ำตกทีลอซู ไปยังโรงเรียนบ้านโข้ะทะ ระยะทางทั้งหมดเพียง 8 กิโลเมตร การเดินทางด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ในช่วงเวลาปกติ จะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ผมคิดว่าน่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเข้าถึง เผลอ ๆ เดินเท้าอาจจะเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ หลังจากที่เดินทางมายาวนาน ในที่สุดก็ถึงปลายทางในช่วงบ่ายของวันที่ 6 ธ.ค. 2019 ในวันแรกนี้ยังไม่มีงานอะไรที่ต้องรับผิดชอบ อาสาครึ่งนึงก็ยังไม่รู้หน้าค่าตากันดีนัก สัมภาระบางส่วนก็ยังมาไม่ถึงที่ … ผมเองไม่รู้จะทำอะไร สุดท้ายก็เลยเดินไปจบที่ครัว เพื่อช่วยงานทีมแม่ครัวที่เป็นการรวมตัวของซุปตาร์จากค่ายที่แล้ว .. และหน้าที่แรกที่ต้องทำก็คือ ปอกฟักพันปี .. เช่นเคย

งานอาสา

งานอาสาครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้วเป็นงานที่เบามาก เพราะหลายอย่างได้เตรียมมาพร้อม รอเพียงแค่การติดตั้งใช้งานจริง และตกแต่งให้สวยงามพร้อมใช้งานเท่านั้น อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าเราจะติดตั้งโซล่าเซลล์ ติดตั้งเครื่องเล่น และ เล่นกิจกรรมงานวัดกัน

ติดตั้งโซล่าเซลล์

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

น้องอั๋น … ผู้ก่อตั้งเพจ “น้ำใจจิตอาสา” กำลังเตรียมการติดตั้งโซล่าเซลล์

พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ห่างไกล สาธารณูปโภคพื้นฐานมาไม่ถึง แต่โชคดีที่เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีโซล่าเซลล์ที่พอจะช่วยให้แสงสว่างในพื้นที่เหล่านี้ได้ อาสาที่ทำหน้าที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เกือบทั้งชุดจะเป็นทีมงานของค่ายนี้ มีการติดตั้งไฟสปอร์ตไลท์แบบแอลอีดี ไว้บนอาคารทั้งหมด 3 จุด

บริจาคเครื่องเล่น และ ทาสี

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

เครื่องเล่นที่ได้มาจากน้ำพัก น้ำแรงของพวกเราชาวอาสา

เครื่องเล่นสำหรับเด็ก ๆ รอบนี้ทีมงานได้เตรียมจัดซื้อและผลิตมาก่อนที่จะมา เป็นเงินที่รวบรวมได้จากทีมงานจิตอาสา และที่ได้รับสมทบทุนจากผู้ใจบุญ สิ่งที่ต้องทำเพิ่มหลังจากติดตั้งเสร็จจะเป็นการทาสี ซึ่งเป็นสีน้ำมันที่กลิ่นค่อนข้างแรง

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ปล่อยให้สาว ๆ ทำงานไป …

ตอนเริ่มต้นผมเองก็ตั้งใจจะทำงานตรงนี้เป็นหลักน่ะแหละ แต่หลังจากที่แกะสีกระป๋องแรกออกมาแล้ว ก็ยังสู้กลิ่นทินเนอร์ที่ผสมมากับสีไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมถอยทัพกลับไปเป็นลูกมือทีมแม่ครัวอย่างเดิม

ทำกิจกรรมร่วมกับน้อง ๆ

กิจกรรมยืดเส้น ยืดสาย ยามเช้า ปลุกตัวเองจากภวัง

กิจกรรมยืดเส้น ยืดสาย จะขาดน้องแพทสายเอ็นไปไม่ได้

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

กิจกรรมยืดเส้น ยืดสาย ช่วงเช้า

นอกจากกิจกรรมระหว่างวันที่เราเล่นกันเกือบทั้งวันแล้ว ทีมงานได้เตรียมงานครั้งนี้ให้เป็นธีมงานวัด ให้เหล่าอาสา, เด็ก ๆ และชาวบ้านได้สนุกร่วมกัน มีทั้งปาโป่ง ปากระป๋อง และรถบังคับ เป็นงานเล็ก ๆ ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บกลางหุบเขา ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้น แต่บรรดาผู้ปกครองและชาวบ้านเอง ก็ดูสนุกสนานยิ้มกันแก้มแทบแตกเลยทีเดียว พวกพี่ ๆ อาสาเองก็พลอยอิ่มอกอิ่มใจลืมหนาวกันไปชั่วคราว

เรื่องราวระหว่างทาง

แน่นอนแหละว่า มาไกลถึงจังหวัดตาก ตะลุยโค้งมาพันกว่าโค้ง จะให้แค่มาทาสีแล้วกลับเฉย ๆ คงไม่ได้ ของแถมจากการเดินทางต้องมี ทั้งกิจกรรมรอบกองไฟของพี่อาสา ในส่วนที่ผมติดใจมากและคิดว่าเป็นไฮไลท์ของค่ายนี้เลยก็คือการได้บุกป่าฝ่าดง เข้าไปยังน้ำตกโข๊ะทะ (ที่ความรู้สึกคือ มันสวยกว่าน้ำตกทีลอซูอีกนะ)

รอบกองไฟละลายพฤติกรรมและสานสัมพันธ์ชาวอาสา

ขาดไม่ได้เลยสำหรับกิจกรรมรอบกองไฟ การละลายพฤติกรรมของชาวอาสา ใครหลุด ใครรั่ว ใครจะได้แฟนกลับไปจากค่ายก็รอบนี้แหละ … ทีมงานนำโดย “โก้” ทำหน้าที่เป็นนักดนตรี เล่นดนตรีให้เราฟัง ในขณะที่อากาศก็เริ่มหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ … เรื่อย ๆ …. และเรื่อย ๆ

แอลกอฮอล์ .. ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่น่าสนับสนุน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดกิจกรรมบางอย่าง ยิ่งท่ามกลางอากาศบนยอดดอยแบบนี้ มันช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้พวกเราได้มากมายเลยทีเดียว สำหรับผู้ชนะในรอบนี้ผมยกให้เป็น “น้องแพท” และ “น้องน้ำ” … สาวชาวเหนือที่จูงมือกันมาออกค่ายอาสาเป็นครั้งแรก มีส่วนช่วยในการเอ็นเตอร์เทน สร้างเสียงเฮฮา สนุกสนานได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของน้องทั้งสองคนคือ ชอบพูดภาษาเหนือใส่พี่ ๆ .. ฟังแล้วมันรู้สึกเป็นกันเอง อยากหาเรื่องพูดคุยกันไปยาว ๆ

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

น้องน้ำ น้องแพท … เพิ่งมาค่ายอาสาครั้งแรก …

ส่วนตัวผมเองนั้นไม่ถนัดเรื่องร้อง เล่น เต้น รำ … เอาซะเลย แต่ก็มีความสุขกับการหาฟืนมาเพิ่มความอบอุ่นให้เหล่าอาสา ระหว่างกิจกรรมก็คอยย่างหมู และเผามัน …

สุดท้ายแล้วก็อยู่ไม่จบงาน เพราะโดนแอลกอฮอล์ไปสามแก้ว … จบแก้วที่สามก็เริ่มเดินไม่ได้แล้ว อายอาจารย์น้องแพทมาก … เลยต้องเดินกลับไปที่พักก่อนใครเพื่อน พอหัวถึงหมอนปุ๊บ ภาพก็มืดดับเหมือนโดนปิดสวิตซ์ … รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนปวดฉี่จนอั้นไว้ไม่อยู่แล้ว … ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณตีสอง ตีสามได้ จำต้องยกตัวเองออกมาจากถุงนอนอันอบอุ่น เพื่อท้าลมหนาว ส่งตัวเองไปถึงห้องน้ำให้ได้ … พอเปิดประตูออกมา รู้สึกช๊อคเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจะยังมีคนนั่งอยู่รอบกองไฟ (มารู้ทีหลังว่าเป็นน้องขวัญ) ในที่สุดก็พาตัวเองไปถึงห้องน้ำและทำธุระส่วนตัวจนสำเร็จได้ หลังจากพยายามควักอยู่นาน เพราะทุกส่วนในร่างกายทั้งแข็งและหด … ก่อนจะกลับเข้าไปนอนอีกรอบ บังเอิญเจอแมวที่เป็นเจ้าพ่อโรงเรียนที่เดินตามมาจากไหนไม่รู้ เลยพากันเข้าไปนอนซุกในถุงนอน … ฟินกันไปสิ

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ว้ายยย … ขี้มูกไหล

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ถ้ายื่นเงินให้ยี่สิบบาท และสมุด ดินสอ อีก 1 ชุด … น้อง ๆ ที่นี่เลือกสมุด ดินสอ

ในที่สุดก็เช้า … เวลาประมาณ 7 โมงนิด ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานกับความหนาวได้ ผมเลือกที่จะไปอาบน้ำ … (มีไม่กี่คนหรอกที่อาบน่ะ เชื่อสิ) .. ซึ่งมันได้ผลจริง ๆ หลังจากอาบเสร็จ ร่างกายก็ปรับตัวเข้ากับอากาศได้ดีขึ้น รู้สึกอบอุ่น มีเรี่ยวแรง ถึงแม้จะยังง่วงนิด ๆ (ไม่รู้ว่าเพราะแอลกอฮอล์รึเปล่า) .. หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไปช่วยงานในครัวต่อ .. ระหว่างทางเห็นน้องแพท วิ่งไป วิ่งมา จัดการธุระส่วนตัว … เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น … ในใจก็คิดว่า ถ้าผมจัดหนัก จัดเต็มแบบน้อง ป่านนี้คงนอนขดอยู่ในถุงนอนนั่นน่ะแหละ … ลุกไม่ไหวหรอก …

ทุ่งนาสีทอง และ ไร่ข้าวโพดสีน้ำตาล

วันเสาร์ที่ 7 ธ.ค. 2019 ช่วงบ่าย ๆ หลังจากภาระกิจทุกอย่างเกือบจะเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราก็มีเวลาว่างพอที่จะได้ออกสำรวจธรรมชาติรอบหมู่บ้าน ก็พากันยกพวกออกเดินเท้ากันอีกรอบ ให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเป็นผู้นำ โดยจุดมุ่งหมาย คือ “น้ำตกโข๊ะทะ”

ไกลมั้ยน้อง? ผมถามด้วยความสงสัยว่าเด็กที่นี่จะตอบว่ายังงัย เพราะระยะทางของเรานั้นมันไม่เท่ากัน ถ้าเด็กบอกว่า “ไกล” นั่นหมายความว่า “ไกลชิบหาย” แต่ถ้าเด็กบอกว่า “ไม่ไกล” นั่นคือ … “มรึงเตรียมตัวรู้จักกับคำว่า กิโลแม้ว เลย”

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ไร่ข้าวโพด ที่เริ่มแห้ง รอการเก็บเกี่ยว

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ระหว่างที่เดินไปน้ำตก เราจะผ่านกับไร่ข้าวโพดที่เริ่มยืนต้นแก่ตาย รอการเก็บเกี่ยว ข้าวโพดที่นี่จะเป็นข้าวโพดที่นำไปใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก จึงมีฝักที่ไม่ยาวและเมล็ดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังมีความพยายามที่จะมองหาฝักอ่อน ๆ มาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเย็นอยู่ดี … การเดินผ่านไร่ข้าวโพดที่สูงท่วมหัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในหนังแนววิทยาศาสตร์ มีความเป็นเขาวงกตเล็กน้อย จินตนาการก็เตลิดไปไกลพอสมควร

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ทุ่งนาสีทอง … สบายตามาก

นอกจากไร่ข้าวโพดแล้วก็จะมีทุ่งนาที่ชาวบ้านเริ่มลงแขกเก็บเกี่ยวกันแล้ว บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยนัก เพราะเรามักจะเจอแต่การทำนาที่ใช้เครื่องทุ่นแรงเป็นหลัก ทำให้ผมเพลิดเพลินกับการเดินชมนาสีทอง จนกลายเป็นเดินรั้งท้ายขบวนจนได้

น้ำตกบ้านโข้ะทะ

ก่อนที่จะมาถึงน้ำตกโข๊ะทะนั้น เมื่อเดินผ่านทุ่งนาและไร่ข้าวโพดมาแล้ว ไฮไลท์ก่อนถึงน้ำตกจะเป็นเส้นทางชันประมาณ 500 เมตร ที่ชันจนแทบจะเป็นแนวตั้ง พลาดแม้แต่ก้าวเดียวมีสิทธิ์กลิ้งลงไปกองเป็นผีเฝ้าป่าได้เลย แอบหันไปมองแววตาบางคน บ่งบอกเลยว่าท้อ .. แต่ว่าจะกลับตอนนี้ก็ไม่ได้

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ไกลมั้ยน้อง … ไม่ไกลพี่ นิดเดียว

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

ชันขนาดไหน … เมื่อมีจังหวะถ่ายรูป ก็พร้อมเสมอ

หลังจากผ่านเนินชันมาได้ เสียงน้ำตกแว่วมาเบา ๆ รู้สึกได้เลยว่าต้องมีความอุดมสมบูรณ์มากแน่ ๆ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ กับการบุกป่า ฝ่าดง เข้ามาถึงที่นี่ ผมว่ามันสวยกว่าน้ำตกทีลอซูอีกนะ … น่าจะเป็นเพราะที่นี่ไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีใครรู้จักและเข้ามาถึง


ก่อนจากกัน

ความสุขเหล่านี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของพวกเรา คนแปลกหน้าจากหลายที่ หลายสาขาอาชีพ ร้อยพ่อพันแม่ … พื้นฐานชีวิตหลายคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แทบจะหาจุดเหมือนกันไม่เจอ … แต่ “ค่ายอาสา” กลับเป็นจุดนัดพบที่สามารถหลอมรวมความต่างให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว ปราศจากความแตกแยก … มีแต่เพียงความสุข รอยยิ้ม … และคราบน้ำตาจากความรักความผูกพัน ที่ถึงแม้จะเกิดเพียงข้ามคืน แต่มันก็ไม่ได้จางหายไปเพียงข้ามวัน หลายคนเดินทางอาสาครั้งแรก … ยังไม่รู้เลยว่ามาทำอะไร บางคนโดนเพื่อนหลอกมาก็มี แต่หลังจากเห็นความสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ผมว่าหลายคนคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ..

สำหรับผม ตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปค่ายอาสาต่อไปโดยไม่มีกำหนดหยุด … จนกว่าวันที่ผมจะเดินไม่ไหว หรือวันที่ฟันซี่สุดท้ายหลุดหมดปากแล้ว ถ้ายังไปไหวก็จะยังคงเดินทางต่อไป เพราะค่ายอาสา มีพลังบางอย่างที่คอยผลักดันให้ผมมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปแบบไม่ย่อท้อ … ทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้ … หมดหวัง … ก็จะยังมีภาพขี้มูกของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากนักอาสา ที่เป็นพลังใจอยู่ตลอดเวลา

แสงนำใจ โรงเรียนของหนู เพื่อน้องบนดอย

บ๊าย บาย … เด็ก ๆ ถ้ามีโอกาส พี่จะกลับมาใหม่

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการเดินทางของผม ที่ค่อย ๆ เยียวยาอาการจากโรคซึมเศร้า จนไม่มีอาการแสดงให้เห็น … แปลกมั้ยล่ะครับ รักษาด้วยยาแผนปัจจุบันเกือบสองปี ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มีแต่ผลกระทบกับสุขภาพด้านลบ เพราะสารตกค้างจากยาที่ค่อย ๆ สะสม โดยเฉพาะตับและไตที่จะต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากมิตรภาพที่ได้รับและสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว ความทรงจำดี ๆ หลาย ๆ อย่างในวัยเด็กที่เลือนหายไป ก็ย้อนกลับมาให้ยิ้มได้อยู่เสมอ ๆ การไปในที่กันดารบางครั้ง ก็เหมือนได้เห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก ที่ใช้ชีวิตไม่ได้ต่างจากเด็กเหล่านี้ ในช่วงเวลานั้นเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าแค่ได้เล่นสนุกสนานไปวัน ๆ

ผมไม่เคยคิดเลยว่าการไปค่ายอาสาของผมก็คือไปให้ความช่วยเหลือ … กลับกัน “ผมรู้สึกว่า ทุกครั้งที่ไปผมกลับเป็นผู้รับซะมากกว่า”

About คนเดินทาง

ชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูป ชอบเดินทาง ชอบเทคโนโลยี ... ชอบเรียนรู้ชีวิตจากการเดินทาง

Related Posts