เมืองโบราณ สมุทรปราการ
- รายละเอียด
- หมวด: เที่ยวใกล้บ้าน
- สร้างเมื่อ วันพฤหัสบดี, ๐๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ๐๐:๔๗
- เขียนโดย BukHUM
แต่ เมื่อได้ชมเมืองโบราณและได้รู้ถึงเจตนารมณ์ของผู้สร้าง ที่ไม่ได้มุ่งที่จะเนรมิตให้เป็นดินแดนแห่งความสนุกหรรษาสำหรับผู้มาชม หากแต่หวังจะสะกิดผู้คนให้ฉุกคิดถึงแง่มุมความงามทางจิตใจ ที่สืบสานถ่ายทอดผ่านทางงานศิลปกรรมของแต่ละยุคแต่ละสมัยที่กำลังถูกละเลย ทิ้งขวาง เพื่อเราจะได้ไม่หลุมหลงไปกับโลกแห่งวัตถุนิยมในวันนี้ จนลืมถึงรากเหง้าความเป็นมาของสังคมในอดีตที่ผ่านมา ที่จะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่ออนาคตของเราข้างหน้า
ดังข้อเขียนของคุณประไพ วิริยพันธุ์ ในโบร์ชัวร์ของเมืองโบราณที่ว่า " เหตุ วันนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ ฉะนั้นเรื่องของอดีตคนปัจจุบันจำเป็นจะต้องรู้ หากเราไม่รู้จักอดีตก็เหมือนเดินเรือในท้องทะเลโดยปราศจากเข้มทิศและหางเสือ ผลที่จะเกิดขึ้นกับเรือลำนั้นเป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง "อย่างนี้แล้ว การมาเที่ยวเมืองโบราณ คงให้อะไรคุณกลับไปมากกว่าเพียงรอยยิ้มและภาพถ่าย จะเป็นยังไงลองแวะมาชมบรรยากาศที่เอามาฝากกัน ก่อนจะเตรียมตัวไปเที่ยวชมกันเองอีกที
มาถึงเมืองโบราณกันแล้ว ก่อนอื่นก็มาซื้อบัตรเข้าชมกันก่อนเลย
ค่าบัตร ผู้ใหญ่คนละ 100 บาท เด็ก 50 บาท แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 300 บาท เด็ก 200 บาท
เปิดให้เข้าชมกันทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แล้วก็อยู่เที่ยวข้างในได้จนถึง 6 โมงเย็น
แต่ด้วยความที่เมืองโบราณนี่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ถึง 800 ไร่ แนะนำว่าควรมีพาหนะสำหรับที่จะเข้าไปเที่ยวชมข้างใน และถ้าเลือกที่จะจะขับรถส่วนตัวเข้าไปก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมกันอีกคันละ 50 บาทด้วย
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การใช้บริการรถราง ที่จะมีไกค์บรรยายสถานที่ให้ด้วย ค่าบริการรวมค่าเข้าชมด้วย ผู้ใหญ่คนละ 150 บาท เด็ก 75 บาท ใช้เวลาเข้าชมประมาณ 3 ชั่วโมง
แต่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าควรจะโทรศัพท์มาจองรอบกันให้เรียบร้อยก่อนล่วง หน้า ที่โทร. 0-2224-1057, 0-2226-1936 รวมทั้งใครที่จะมาเป็นหมู่คณะแล้วจะเหมารถกันทั้งคันด้วย ส่วนถ้าอยากรู้ก่อนว่าคิดค่าใช้จ่ายกันยังไงก็ คลิ๊กไปดู อัตราค่าบริการ ได้
ส่วนใครที่ไม่กลัวแดดไม่กลัวดำ แนะนำว่าเช่าจักรยานขี่เที่ยวกันดีกว่า สนุกสนานแล้วก็คล่องตัวตอนแวะชมสถานที่แต่ละแห่งกว่ากันเยอะเลย แล้วที่จริงในเมืองโบราณก็มีต้นไม้ใหญ่เยอะเรียกว่าร่มรื่นพอสมควรทีเดียว
ค่าเช่าจักรยานคันละ 50 บาท มีรถให้บริการอยู่เพียบเลย ที่เห็นในรูปนี่แค่ราว 1 ใน 3 ของที่มีเท่านั้น
จักรยานสามัคคีแบบขี่กัน 2 คน หรือ 3 คนก็มีด้วย แต่ค่าเช่ารถแพงกว่าเหมือนกัน แบบ 2 ตอนคันละ 150 บาท ถ้าเป็นแบบ 3 ตอนคันละ 200 บาท ทีเดียว ใครไม่เคยขี่แนะนำว่าให้ไปลองดูให้แน่ใจก่อนเพราะขี่ยากกว่ารถธรรมดาอยู่ บ้าง
สำหรับเจ้าตัวเล็กก็มีคันที่เหมาะกับตัวไว้ให้ด้วย
เช่าจักรยานที่นี่เขามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินแถมให้เสียด้วย แต่เบอร์โทรนี่ไม่ต้องจดก็ได้ เพราะเป็นเบอร์เดียวกันกับเบอร์สำนักงานของเมืองโบราณที่สมุทรปราการ ที่มีบอกไว้ในโบร์ชัวร์ที่แจกให้พร้อมกับบัตรเข้าชมอยู่แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ให้มาก็หยิบที่เคาเตอร์มาด้วย เพราะจะมีแผนที่เมืองโบราณทั้งหมดไว้ด้วยว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ควรมีพกติดตัวไว้
น้ำขนมนี่ไม่ต้องเตรียมเข้าไปด้วยก็ได้ เพราะจะมีร้านเครื่องดื่มแช่เย็น ๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งเมืองโบราณ คอยให้บริการอยู่
เอาล่ะ เข้าไปเที่ยวข้างในกันดีกว่า
เริ่มแรกก็จะต้องมาลอดประตูเข้าเมืองกันก่อน ที่สร้างตามแบบซุ้มประตูที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ที่เมืองสวรรคโลก ที่มีความเชื่อว่าเป็นประตูชัยที่ลอดแล้วก็จะเป็นสวัสดิมงคล
ยอดซุ้มประตูจะทำเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 พักตร์ ที่จะหมายถึงพระพุทธคุณแผ่ไปทั่วทุกสารทิศ
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเองนี่ เป็นพระโพธิสัตว์ในความเชื่อของพุทธมหายาน ที่ถือกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์ที่คอยปกป้องดูแลศาสนาของพระสมณโคดมหรือ พระพุทธเจ้าในยุคของเรานี่ด้วย
ผ่านประตูเข้ามาแล้วก็จะมาเจอกัน สวนอิเหนา ที่ทำเป็นรูปปูนปั้นของ อิเหนา กับ บุษบา ตัวเอกของเรื่อง
เรื่องนี้ได้รับความนิยมในราชสำนักอย่างมากในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่รัชกาลที่ 2 เองก็ได้ทรงร่วมพระราชนิพนธ์ในบางตอนด้วย เป็นเรื่องราวของอุปสรรคในเรื่อง ความรักของอิเหนาและบุษบา ที่ทีแรกก็จะถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานกันอยู่แล้วเชียว แต่อิเหนาที่ไม่เคยรู้จักกับบุษบาก็มีรักอื่นอยู่แล้วก็เลยหนีงานแต่งไป จนมารู้ว่าบุษบาสวยออกปานนั้นเอาทีหลัง ก็เลยเปลี่ยนใจอยากแต่งด้วยเสียนี่ แต่กว่าจะได้กลับมาครองคู่กันก็ต้องเจอเรื่องวุ่นวายเยอะแยะมากมาย
เดิมทีอิเหนาเป็นเรื่องที่มีต้นกำเนิดมาจากชวา อย่างที่คำว่า "อิเหนา" ก็เอามาใช้อยู่ตามพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่จะหมายถึงประเทศอินโดนีเซียนี่เอง
พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช
รูปทรงจะเป็นแบบลังกา ที่เรียกว่าเป็นรูปโอคว่ำตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมอย่างที่เห็น แต่ที่เมืองโบราณสร้างไว้นี่จะย่อส่วนลงเหลือ 1 ใน 3 จากของจริง แล้วลักษณะอาจจะแตกต่างไปจากของจริงในปัจจุบันบ้าง เพราะเจดีย์องค์จริงจะเป็นของเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1098 แล้วก็เลยถูกบูรณะเพิ่มเติมมาเรื่อยตลอดช่วงเวลาพันกว่าปีที่ผ่านมา
แต่สำหรับรูปแบบที่เมืองโบราณเอามาสร้าง จะใช้แบบที่สืบค้นมาว่าของดั้งเดิมจะมีหน้าตาเป็นยังไง
การมีเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่มีอายุเก่าแก่อย่างนี้ แสดงให้เห็นว่าเมืองนครศรีธรรมราชนี่นับเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มาแต่อดีตแล้ว เรียกว่าก่อนที่จะมีสุโขทัยเสียหลายร้อยปีทีเดียว ด้วยเหตุที่เป็นเมืองท่าอยู่ในทำเลที่มีโอกาสได้รับวิทยาการต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าจากเมืองอื่น ๆ ที่ติดต่อค้าขายด้วย
รวมทั้งก็เป็นเหตุให้ได้รับพุทธศาสนาหินยานที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ใน ลังกามาด้วย สถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นก็เลยเป็นแบบลังกาอย่างที่เห็นกัน
เห็นสถูปเจดีย์ตามคติของพุทธหินยานมาแล้ว เลยมาอีกนิดจะเป็น พระบรมธาตุไชยา ที่สร้างตามคติพุทธมหายาน
หน้าบันด้านหนึ่งจะทำเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร องค์เดียวกับตรงยอดซุ้มประตูที่ผ่านมา ประทับนั่งห้อยพระบาทอยู่ เห็นอย่างนี้ก็รู้เลยว่าสร้างขึ้นตามความเชื่อพุทธมหายาน
คติทางหินยานนั้นจะถือว่าการรักษาพุทธศาสนาให้ยั่งยืนนั้น ก็ด้วยการรักษาพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด แล้วเอาการบำเพ็ญตนเพื่อดับกิเลสนั้นเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเห็นเป็นคุณและ เลื่อมใสในพระศาสนา
แต่ถ้าเป็นคติทางมหายานแล้วจะถือว่าศาสนาจะยั่งยืนได้นั้น ต้องให้มีผู้เข้ามาเลื่อมใสมาก ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นจึงใช้วิธีรูปแบบการสอนและการเผยแพร่ที่ต่างออกไป คือมีคติที่จะนับถือพระโพธิสัตว์ขึ้นมาเพื่อให้คอยช่วยปกปักรักษาคุ้มครอง พระศาสนารวมไปถึงตัวผู้นับถือด้วย ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่สอดคล้องกับอัธยาศัยของชนหมู่มากที่ยังคงนิยมการอ้อน วอนขอ เรียกว่าเป็นการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยจูงเข้าหาธรรมอีกที
มาเดินเที่ยวตลาดกันต่อดีกว่า
ตลาดตรงนี้จะเป็น ตลาดบก ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากถนนสายเก่าแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก แต่ตัวบ้านเรือนนี่ได้มาจากบ้านเก่าในย่านยานนาวาที่กรุงเทพนี่เอง รื้อเอามาปลูกเอาไว้ มาเดินแล้วก็ได้บรรยากาศย้อนยุคดี
บรรยากาศร้านรวงที่มีสินค้ามาวางขายกันจริง ๆ ด้วย
ร้านนี้เป็นร้านเหล้า ชุดโต๊ะเก้าอี้สวยมากเลย
สมัยก่อนร้านเหล้าก็คงขายเหล้าดองอย่างนี้ มีหลายสูตรเลยทีเดียว
ร้านนี้ขายขนมจีน ตัวอาคารเป็นลายขนมปังขิง ที่เรียกอย่างนั้นนี่เอาอย่างมาจากฝรั่งที่เรียกลวดลายอย่างนี้ว่า Ginger Bread
ลวดลายสวยเชียว
สมัยก่อนบ้านเราก็มีโรงฝิ่นกันด้วย
เข้ามาดูข้างในจะมีอุปกรณ์การสูบฝิ่นให้ชมกัน ดูแล้วก็ออกจะเศร้าใจว่าคนเราทำไมใจร้าย หาเงินจากการมอมเมาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ลงคอ
- ต่อไป
- ต่อไป >>




